สินทรัพย์หมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน คืออะไร ต่างกันอย่างไร?

วันนี้มาว่าด้วยเรื่อง สินทรัพย์หมุนเวียน กับ หนี้สินหมุนเวียน หลาย ๆ คนคงเคยมีคำถามในใจว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จในโลกของการลงทุน หรือการเงิน ต้องเป็นคนที่มีลักษณะอย่างไร ต้องมีเงินในการลงทุนจำนวนมากใช่หรือไม่ ต้องเป็นคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการธุรกิจอย่างเดียวหรือไม่ หรือต้องเป็นคนที่เงินในบัญชีจำนวนมากพอที่จะลงทุนได้โดยไม่ต้องกลัวขาดทุนใช่หรือไม่ ถึงจะกลายเป็นผู้ที่มีความสามารถทางการเงินและประสบความสำเร็จทางการเงินได้

หากในความเป็นจริงแล้วในโลกของการลงทุนทางการเงินนั้น ไม่ว่าใคร อยู่ในสายอาชีพไหน เพศวัยใด ก็สามารถที่จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนได้หากว่าเป็นผู้ที่หมั่นเรียนรู้และสนใจในเรื่องของการเงินการลงทุนอย่างจริงจัง หรือเป็นผู้ที่มีพื้นฐานทางการเงินการลงทุนอยู่แล้วแต่หมั่นหาประสบการณ์เพิ่มเติมจากกรณีศึกษา หรือหมั่นฝึกวิเคราะห์สถานการณ์การลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในเรื่องของการบริการจัดการการเงิน การวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการลงทุน ตลาดทางการเงินประเภทต่าง ๆ หรือแนวโน้มเกี่ยวกับตลาดลงทุนที่ตนเองกำลังสนใจหรือตลาดลงทุนอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวพันกันอยู่เสมอ ก็สามารถกลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนได้เช่นเดียวกัน และสำหรับใครที่ต้องการเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จทางการลงทุน การเรียนรู้ในเรื่องหลักของการลงทุน รวมถึงความสำคัญของการหมุนเวียนบัญชีประเภทต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องด้วยทุกการลงทุนนั้นไม่ใช่แค่เพียงการนำเงินก้อนหนึ่งไปลงทุนแล้วจะประสบความสำเร็จ แต่ตัวของผู้ลงทุนเองจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และมีการฝึกฝน รวมถึงการสั่งสมประสบการณ์ในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับในวันนี้ บทความของเราจะขอนำเสนอความรู้ในเรื่องของการบริหารจัดการทางการเงินด้วยการแนะนำในเรื่องของสินทรัพย์หมุนเวียน กับหนี้สินหมุนเวียน ให้กับผู้ที่สนใจ หรือผู้ลงทุนที่ต้องการหาความรู้เพิ่มให้เข้าใจเกี่ยวกับลักษณะทั่วไป ความเหมือน ความแตกต่างรวมไปจนถึงความเกี่ยวพัน เพื่อที่จะสามารถใช้เป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม รวมไปจนถึงสามารถใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจลงทุนเบื้องต้นได้ โดยคำว่าสินทรัพย์หมุนเวียน และหนี้สินหมุนเวียนนั้นมีลักษณะ ดังต่อไปนี้

“สินทรัพย์หมุนเวียน” หรือในภาษาอังกฤษ คือ Current Assets ทางภาษาวิชาการหมายถึงสินทรัพย์ที่กิจการมีไว้ในการหมุนเวียนของเงินทุนปกติ สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือสินทรัพย์แบบหมุนเวียนและไม่หมุนเวียน สามารถอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้

สินทรัพย์หมุนเวียน
สินทรัพย์ใดที่จะถูกจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนได้นั้น ก็ต่อเมื่อสินทรัพย์นั้นเป็นเงินสดและต้องไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ในการใช้ หรือสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อการค้าและถือไว้ในระยะสั้นๆ และได้ประโยชน์จากสินทรัพย์หมุนเวียนนั้น หากจะกล่าวให้ง่ายขึ้นหมายถึงสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง สามารถจะเปลี่ยนเป็นเงินสด เช่น เงินสด เงินฝากธนาคาร หรือสินทรัพย์อื่นที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว ตัวอย่างของสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น เงินสด เงินลงทุนระยะสั้นต่าง ๆ รวมถึงหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ นอกจากนั้นลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า ตั๋วเงินรับ ก็จัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเช่นเดียวกัน

หนี้สินหมุนเวียน
เป็นภาระผูกพันที่ผู้ต้องชำระ หรือลูกหนี้ต้องจ่ายไม่เกินรอบระยะเวลาบัญชีที่กำหนดไว้ในสัญญา หรือภาระผูกพันที่กิจการต้องชำระคืนภายในระยะเวลา ไม่เกิน 1 ปี ซึ่งการจ่าย “หนี้สินหมุนเวียน” ก็อาจทำได้หลายๆลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของเงินสด หรือการจ่ายชำระด้วยสินทรัพย์หมุนเวียน เช่นเงินลงทุนระยะสั้นต่าง ๆ หุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ ลูกหนี้ทางการค้า สินค้าคงเหลือ ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า ตั๋วเงินรับก็สามารถใช้ชำระได้เช่นเดียวกัน
หนี้สินหมุนเวียนมีหลากหลายรูปแบบ เช่นเงินเบิกเกินจากบัญชีธนาคารและเงินกู้ยืมในรูปแบบระยะสั้นหรือเงินกู้ระยะยาวที่ไปกู้มาจากสถาบันการเงินโดยทำสัญญาว่าต้องชำระเมื่อใด ๆ หรือเมื่อครบกำหนดจะนำไปชำระในรูปแบบใด

โดยสินทรัพย์หมุนเวียน และ หนี้สินหมุนเวียน มีส่วนเกี่ยวพันกันคือเป็นตัวบอกถึงสภาพคล่องของกิจการ หรือความสามารถในการที่จะชำระหนี้ในระยะสั้น ซึ่งหากอัตราส่วนหมุนเวียนมีค่าน้อยกว่า 1 นั่นหมายความว่ากิจการมีหนี้สินหมุนเวียนมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน ส่งผลทำให้อาจมีปัญหาในการชำระหนี้ระยะสั้นได้ หากอัตราส่วนหมุนเวียนมีค่ามากกว่า 1 แสดงว่ากิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากพอที่จะชำระหนี้ระยะสั้น แต่ถ้าหากมีค่าสูงกว่า 1 มากจนเกินไป จะหมายถึงประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ของกิจการไม่ดีพอ ไม่เหมาะกับการลงทุน เป็นต้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุน หรือสนใจที่จะเป็นผู้ลงทุนที่ต้องใส่ใจเรียนรู้ ถึงหลัก วิธีการ แนวคิด หรือลักษณะของการลงทุน ก่อนที่จะกลายมาเป็นผู้ลงทุนอย่างเต็มตัว

โดยผู้ลงทุนจะต้องคิดอยู่เสมอว่าในโลกของการลงทุนนั้นทุกอย่างคือความเสี่ยง ดังนั้นหากต้องการที่จะเป็นผู้ลงทุนให้ประความสำเร็จแล้ว ก็ไม่ควรลืมที่จะศึกษาหาความรู้ หมั่นฝึกวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ทางการลงทุน รวมถึงหาประสบการณ์กรณีศึกษาเพื่อเรียนรู้ถึงแนวทางปฏิบัติ ข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการลงทุนประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ตัวของผู้ลงทุนเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่จะนำมาลงทุนให้มีความเข้าใจถ่องแท้เป็นอย่างดีด้วย

อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุน แต่ยังไม่มีประสบการณ์ นั่นคือการเลือกลงทุนผ่านผู้ที่มีความรู้ เช่นองค์กร หรือหน่วยงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการลงทุน หรือเลือกที่จะที่ปรึกษาสำหรับการลงทุนไว้เพื่อพูดคุย หาแนวทางการลงทุน เพื่อป้องกันการเกิดความสูญเสีย และเหตุความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการลงทุนได้

โอกาสพิเศษของคุณวันนี้

บัตรเครดิตซิตี้แบงก์ รับเครดิตเงินคืน 5% เมื่อใช้จ่ายที่ BTS, MRT, ร้านบู๊ทส์, ร้านวัตสัน
✪→เพียงมีรายได้รวม 15,000/ด. สนใจดูรายละเอียด

**เฉพาะท่านที่อยู่ในกรุงเทพ และ ปริมณฑล
สินเชื่อเอนกประสงค์ซิตี้ ไม่จำกัดวัตถุประสงค์ในการกู้
✪→เพียงมีรายได้รวม 2หมื่น/ด. สนใจดูรายละเอียด

**เฉพาะท่านที่อยู่ในกรุงเทพ และ ปริมณฑล

สมัครบัตรเครดิต ธนชาติออนไลน์ ได้แล้ววันนี้
✪→ เพียงมีรายได้รวม 2หมื่น/ด. สนใจดูรายละเอียด

สินเชื่อรถยนต์ ธ.ไหนให้วงเงินกู้สูงสุด
✪→ เช็คโอกาสอนุมัติออนไลน์

-------------------------Advertisement--------------------------